Midnightuniv Community
User Info
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กันยายน 07, 2010, 04:46:55 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
News Box
SMF - Just Installed!

Key Stats
7260 กระทู้ ใน 7153 หัวข้อ โดย 45229 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: lucyacalesa
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
Midnightuniv Community  |  หมวดหมู่ทั่วไป  |  General Discussion  |  ในวิกฤตเศรษฐกิจนี้ กรรมกรและนักสังคมนิยมต้องมีจุดยืนแบบไหน? « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ในวิกฤตเศรษฐกิจนี้ กรรมกรและนักสังคมนิยมต้องมีจุดยืนแบบไหน?  (อ่าน 271 ครั้ง)
www.pcpthai.org
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2008, 05:07:37 AM »

ในวิกฤตเศรษฐกิจนี้ กรรมกรและนักสังคมนิยมต้องมีจุดยืนแบบไหน?

เลี้ยวซ้าย

www.pcpthai.org

ในวิกฤตเศรษฐกิจของระบบทุนนิยมโลกปัจจุบัน ผลกระทบที่เริ่มเห็นในประเทศไทยมาจากการที่ตลาดส่งออกสินค้าไทยหดตัวลง และบริษัทข้ามชาติที่สร้างโรงงานในไทย มีปัญหาทางด้านการเงิน จนมีการลดการลงทุน สองสิ่งนี้ บวกกับความไร้เสถียรภาพของระบบธนาคารทั่วโลก ทำให้คนงานไทยเริ่มถูกเลิกจ้าง


     ในฐานะนักสังคมนิยม เราต้องมีข้อเรียกร้องฉุกเฉินเฉพาะหน้า เพื่อปกป้องความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ดังนี้คือ

เราต้องเรียกร้องให้รัฐบาลลงทุนมหาศาลในการปกป้องงานและสร้างงาน เมื่อเจ็ดสิบปีมาแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ ได้อธิบายไปท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก 1930 ว่า การรักษาวินัยทางการคลังหรือการตัดงบประมาณ (อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรต้องการ) จะนำไปสู่การหดตัวของเศรษฐกิจและวิกฤตที่ร้ายแรงขึ้นอีก เพราะมีการตกงาน คนตกงานซื้อสินค้าไม่ได้ ก็นำไปสู่คนตกงานมากขึ้น และความยากจนทั่วไป ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือรัฐบาลไทยต้องเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่ไปอุ้มคนรวยหรือประกันเงินฝากในธนาคาร ซึ่งคนรวยเป็นคนส่วนน้อยและจะไม่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนคนจนทำได้สองวิธีคือ หนึ่ง เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้ถึงวันละ 300 บาท พร้อมกับลดภาษีมูลค่าเพิ่มที่คนจนต้องจ่าย ต้องเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจด้วย และต้องตัดหนี้สินเกษตรกรยากจน สอง รัฐบาลต้องปกป้องและสร้างงาน การสร้างงานที่สำคัญต้องเป็นรูปแบบ Mega-project หรือโครงการขนาดใหญ่ เช่นการพัฒนารถไฟทุกสาย ทั่วประเทศ ให้เป็นรถไฟไฟฟ้าความเร็วสูง ต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนในรูปแบบรถไฟเพิ่มในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงแดด ต้องสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนเพิ่มขึ้นฯลฯเป็นต้น โครงการเหล่านี้ต้องถูกกำกับดูแลโดยภาคประชาชนเพื่อไม่ให้มีการโกงกินหรือทำลายวิถีชีวิตประชาชน และเพื่อนำไปสู่ประโยชน์แท้สำหรับคนจน
ในโรงงานที่นายจ้างประกาศปิดหรือลดคนงาน รัฐบาลต้องเข้าไปยึดและร่วมถือหุ้นและลงทุนเพิ่ม โดยให้สหภาพแรงงานร่วมบริหารโรงงาน ต้องมีเงื่อนไขว่าห้ามเลิกจ้าง และต้องหันมาผลิตสิ่งจำเป็น เช่นในโรงงานรถยนต์ควรผลิตรถพยาบาลฉุกเฉิน หรือรถขนส่งมวลชนให้รัฐ ในโรงงานอีเลคทรอนิคส์ต้องผลิตคอมพิวเตอร์สำหรับโรงเรียนรัฐบาลในชนบท และในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าควรผลิตชุดนักเรียนเพื่อแจกฟรีให้กับประชาชน
ในภาคเกษตรรัฐต้องชักชวนให้เกษตรกรยากจนรวมตัวกันแบบสหกรณ์หรือนารวม ต้องไม่บังคับกัน แต่รัฐควรลงทุนซื้อเครื่องจักรและปุ๋ย และควรประกันราคาผลผลิตให้เกษตรกรกลุ่มนี้ เพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับโรงเรียนหรือโรงพยาบาลของรัฐ
จะเอาเงินมาจากไหน? รัฐบาลไม่ขาดเงิน เพราะเราเห็นว่ามีเงินจัดพิธีสาธารณะอันใหญ่โตได้ นอกจากนี้รัฐสามารถลดงบประมาณทหาร ในส่วนที่ซื้ออาวุธหรือเครื่องบิน แต่ต้องปกป้องค่าจ้างทหารยากจน และรัฐบาลต้องเพิ่มการเก็บภาษีทางตรงกับคนรวยทุกคน พร้อมกระจายที่ดิน ในยามวิกฤตคนรวยต้องเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ในชาติ
 

นี่คือสิ่งที่เราเรียกร้องได้เป็นรูปธรรม เราอาจได้มาส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายทิศทางในการเรียกร้อง เราก็จะเงียบเฉย คนจนก็จะกลายเป็นเหยื่อของคนรวยอีกครั้งอย่างที่เราเห็นในกรณีวิกฤตปี ๔๐


     บทเรียนสำคัญจากวิกฤต 1930 เมื่อ 70 กว่าปีมาก่อน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับยุคนี้คือ ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชน เราไม่สามารถหวังว่ารัฐบาลจะมาดูแลประชาชนได้ แต่เมื่อภาคประชาชนเข้มแข็ง มีพรรคของคนชั้นล่าง เราบังคับให้รัฐบาลมีนโยบายใหม่ เพื่อปกป้องฐานะความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้ เช่นในกรณี New Deal ในสหรัฐ หรือกรณีที่คณะราษฎร์เสนอแผนเศรษฐกิจหลัง ๒๔๗๕ เป็นต้น


     บทเรียนอีกอันหนึ่งคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ ที่ใช้ในยุค 1930 และกำลังนำมาใช้ในปัจจุบันโดยรัฐบาลทั่วโลก ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งหมด ทางออกที่เหลือมีสองทางคือ (1) ก่อสงครามทั่วโลก (ทางออกในยุคนั้นที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สองและการล้มตายของประชาชนหลายล้านคน) หรือ (2) เดินหน้าสร้างสังคมนิยมโดยล้มระบบทุนนิยมและกลไกตลาด เพราะสังคมนิยมเป็นระบบที่วางแผนการผลิตโดยคนส่วนใหญ่เพื่อคนส่วนใหญ่ 


     ในเรื่องนี้นักปฏิวัติสังคมนิยมเยอรมัน ชื่อ โรซา ลัคแซมเบอร์ค เคยอธิบายไว้ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองและการขึ้นมาของเผด็จการฟาสซิสต์ว่า.....

“เราเผชิญหน้ากับวิกฤตอันใหญ่หลวง ทางออกมีสองทางคือ สังคมนิยม หรือความป่าเถื่อน”
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1 RC2 | SMF © 2001-2005, Lewis Media | Thai language by ThaiSMF
Theme by Nesianstyles | Buttons by Andrea